อาการไข้เลือดออก
อาการไข้เลือดออก (Dengue fever) เชื้อไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะที่นำโรคระบาดนี้
จากคนสู่คน พบมากในวัยเด็กและช่วงวัยทำงาน โดยอาการสามารถส่งผลรุนแรงได้ถึงขั้นเสียชีวิต
หากติดเชื้อในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
ระยะของอาการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
- ระยะแรก(ไข้)
- มีไข้สูงเฉียบพลัน 38 องศา ต่อเนื่อง 1 สัปดาห์
- มีผื่นแดงขึ้นตามตัว แขน ขา
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ระยะสอง(ช็อค)
- ไข้ลดลง เหงื่อออกเยอะ
- เริ่มซึม มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบา
- ปวดท้องบริเวณซี่โครงขวา
- เลือดกำเดาไหล อุจจาระมีสีดำ
- ความดันโลหิตต่ำ
- ระยะสาม(พักฟื้น)
- รับประทานอาหารได้มากขึ้น
- ชีพจรเต้นปกติ
- ปัสสาวะมากขึ้น
- ผื่นแดงตามลำตัวจางลง
อย่างไรก็ดี อาการของโรคไข้เลือดออก คล้ายกับโรคที่ติดเชื้อไว้รัสโรคอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่
นอกเหนือจากการสังเกตอาการและซักประวัติของผู้ป่วย แพทย์จะวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกด้วยการตรวจเพิ่มเติม
และตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบทั้งหมดของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และความเข้มข้นของเลือด
- ตรวจภูมิคุ้มกันต่อไข้เลือดออก (IgM), ตรวจ NS1Ag ต่อเชื้อโดยตรง ตรวจ PCR เพื่อหาเชื้อไวรัสเดงกี
หากพบว่าผู้ป่วยมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว และจำนวนเกล็ดเลือดลดต่ำลง
เป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเดงกี แต่ถ้าเกล็ดเลือดลดต่ำมาก เม็ดเลือดขาวต่ำ
เม็ดเลือดแดงเข้มข้นขึ้น ความดันโลหิตต่ำ ร่วมกับมีชีพจรเบาเร็ว
เป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่ระยะช็อกซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องดูแลผู้ป่วยหนักทันที
การรักษาโรคไข้เลือดออก
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับโรคไข้เลือดออก
การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยให้ยาพาราเซทตามอลในช่วงที่มีไข้สูง
ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น
ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ยาแก้คลื่นใส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
และคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ป้องกันภาวะช็อคได้จากที่ไข้จะลดลง
หากพบว่าผู้ป่วยอาเจียนมาก ปวดท้องมาก ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวเย็นผิดปกติ ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง
ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในเด็กวัยเรียนและวัยทำงานตอนต้น
ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการดำเนินโรคที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
- เด็กทารกและผู้สูงอายุ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร
- ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
- ผู้ที่มีโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย หรือโรคที่เกิดจากฮีโมโกลบินผิดปกติ
- ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย ตับแข็ง
- ผู้ที่รับประทานยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) หรือยาในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory หรือ NSAIDs)
cr.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ มหาวิทยาลัยมหิดล
การป้องกันไข้เลือดออก
เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสโรคไข้เลือดออก การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือ
ป้องกันตนเองจากจุดเสี่ยงหรือโอกาสที่จะโดนยุงลายที่เป็นตัวพาหะแพร่เชื้อมากัด
การป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด
- ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน และบริเวณรอบๆบ้าน
- ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะที่ขังน้ำทุง 7 วัน เช่น แจกัน
- ปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาดปราศจากเศษวัสดุที่อาจมีน้ำขังได้
เป็นไข้เลือดออก ทำประกันได้หรือไม่
กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออกคือเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
หากฉุกเฉินเกิดภาวะช็อคต้องเข้าได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ส่วนมากจะต้องเข้ารับการพักษารักษาในโรงพยาบาลทันทีเป็นจำนวนหลายวัน (2-3 สัปดาห์)
การมีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะยิ่งช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองให้อย่างมาก
และถึงแม้จะเคยมีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อนสามารถทำประกันสุขภาพได้เช่นกัน
แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
ค่ารักษาเหมาจ่าย
ค่าห้องสูง
มีค่ารักษาผู้ป่วยนอก OPD


