fbpx

อาการไข้เลือดออก

อาการไข้เลือดออก

อาการไข้เลือดออก

อาการไข้เลือดออก (Dengue fever) เชื้อไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะที่นำโรคระบาดนี้

จากคนสู่คน พบมากในวัยเด็กและช่วงวัยทำงาน โดยอาการสามารถส่งผลรุนแรงได้ถึงขั้นเสียชีวิต

หากติดเชื้อในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 

ระยะของอาการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะแรก(ไข้)
    • มีไข้สูงเฉียบพลัน 38 องศา ต่อเนื่อง 1 สัปดาห์
    • มีผื่นแดงขึ้นตามตัว แขน ขา
    • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • ระยะสอง(ช็อค)
    • ไข้ลดลง เหงื่อออกเยอะ 
    • เริ่มซึม มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบา
    • ปวดท้องบริเวณซี่โครงขวา
    • เลือดกำเดาไหล อุจจาระมีสีดำ
    • ความดันโลหิตต่ำ
  • ระยะสาม(พักฟื้น)
    • รับประทานอาหารได้มากขึ้น
    • ชีพจรเต้นปกติ
    • ปัสสาวะมากขึ้น 
    • ผื่นแดงตามลำตัวจางลง

อย่างไรก็ดี อาการของโรคไข้เลือดออก คล้ายกับโรคที่ติดเชื้อไว้รัสโรคอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ 

นอกเหนือจากการสังเกตอาการและซักประวัติของผู้ป่วย แพทย์จะวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกด้วยการตรวจเพิ่มเติม

และตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบทั้งหมดของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และความเข้มข้นของเลือด
  • ตรวจภูมิคุ้มกันต่อไข้เลือดออก (IgM),  ตรวจ NS1Ag ต่อเชื้อโดยตรง ตรวจ PCR เพื่อหาเชื้อไวรัสเดงกี

หากพบว่าผู้ป่วยมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว และจำนวนเกล็ดเลือดลดต่ำลง 

เป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเดงกี แต่ถ้าเกล็ดเลือดลดต่ำมาก เม็ดเลือดขาวต่ำ 

เม็ดเลือดแดงเข้มข้นขึ้น ความดันโลหิตต่ำ ร่วมกับมีชีพจรเบาเร็ว 

เป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่ระยะช็อกซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องดูแลผู้ป่วยหนักทันที

การรักษาโรคไข้เลือดออก

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับโรคไข้เลือดออก

การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยให้ยาพาราเซทตามอลในช่วงที่มีไข้สูง 

ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น 

 

ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ยาแก้คลื่นใส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง 

และคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ป้องกันภาวะช็อคได้จากที่ไข้จะลดลง 

 

หากพบว่าผู้ป่วยอาเจียนมาก ปวดท้องมาก ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวเย็นผิดปกติ ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง 

ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

 

โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในเด็กวัยเรียนและวัยทำงานตอนต้น 

ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการดำเนินโรคที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

  • เด็กทารกและผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร
  • ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
  • ผู้ที่มีโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย หรือโรคที่เกิดจากฮีโมโกลบินผิดปกติ
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย ตับแข็ง
  • ผู้ที่รับประทานยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) หรือยาในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory หรือ NSAIDs)
cr.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ มหาวิทยาลัยมหิดล

การป้องกันไข้เลือดออก

เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสโรคไข้เลือดออก การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือ

ป้องกันตนเองจากจุดเสี่ยงหรือโอกาสที่จะโดนยุงลายที่เป็นตัวพาหะแพร่เชื้อมากัด

ารป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด

  • ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน และบริเวณรอบๆบ้าน
  • ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะที่ขังน้ำทุง 7 วัน เช่น แจกัน
  • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาดปราศจากเศษวัสดุที่อาจมีน้ำขังได้ 

เป็นไข้เลือดออก ทำประกันได้หรือไม่

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออกคือเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 

หากฉุกเฉินเกิดภาวะช็อคต้องเข้าได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ส่วนมากจะต้องเข้ารับการพักษารักษาในโรงพยาบาลทันทีเป็นจำนวนหลายวัน (2-3 สัปดาห์)

การมีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะยิ่งช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองให้อย่างมาก

และถึงแม้จะเคยมีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อนสามารถทำประกันสุขภาพได้เช่นกัน

แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย 

ค่ารักษาเหมาจ่าย

ค่าห้องสูง

มีค่ารักษาผู้ป่วยนอก OPD

Health Saver
sHERE ON FACEBOOK

Recommends